สินค้า ทำเล บทความ ข่าวสาร โปรโมชั่น ติดต่อเรา

ุภวดี กระทิพรมราช หรือ คุณเจี๊ยบ อดีตเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลโรงพยาบาลนวธานี ปัจจุบันเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์เต้าหู้นมสด ตราคุณเจี๊ยบ เล่าว่า ประกอบอาชีพนี้มาได้ประมาณ 2 ปีแล้ว โดยก่อนหน้านี้เคยทำงานเป็นหัวหน้าฝ่ายบุคคลบริษัทอาหารและข้าว พอดีบริษัทจะย้ายไปอยู่ที่ต่างจังหวัด ตนจำเป็นต้องลาออกเนื่องจากมีภาระเรื่องบ้านและลูกที่ยังเล็ก ต่อมาได้ทำงานที่โรงพยาบาล ทำอยู่ระยะหนึ่งโรงพยาบาลก็จะให้ไปอยู่สาขา 2 ที่อยุธยา
จึงออกมาทำ “เต้าหูนมสด” ขาย

“ฝึกทำเต้าหู้นมสดอยู่แล้ว เพราะแฟนเป็นกรรมการบริหารชมรมกอล์ฟ มักจะมีมีทติ้งกันเป็นประจำ มีโอกาสโชว์ฝีมือการทำเต้าหู้นมสดบ่อย ๆ มักจะได้รับคำชมจากเพื่อน ๆ แฟนเสมอ แนะนำว่าน่าจะลองทำขาย เพราะเป็นของกินที่ดีต่อสุขภาพ นำไปให้ ผอ.โรงพยาบาลทาน ท่านก็ชมว่าอร่อย โดยท่านให้โอกาสนำไปวางขายที่โรงอาหาร พร้อมให้แนวว่าควรจะระบุวันผลิต-วันหมดอายุที่ชัดเจน ต่อมาก็ตัดสินใจลาออกจากงานมาทำขายจริงจัง”

ภาพสกู๊ปรายการโปรโมชั่น

เตรียมพบกับภาพสกู๊ปรายการโปรโมชั่น

  • ประโยชน์ของผลไม้ต่อสุขภาพ
  • สมอไทย
  • แก้วมังกร

ลูกชิด

ทุกคนรู้จักลูกชิด แต่น้อยคนจะรู้ว่า ลูกชิดคือลูกอะไร และมาจากไหน กบนอกกะลา จึงอาสาเดินทางค้นหาเรื่องราวของลูกกลมๆใสๆ ที่ใครๆมักมองข้าม

จุดเริ่มต้นในการตามหาที่มาของลูกชิดนั้น เริ่มที่ตลาดสดขายส่งขนมขนาดใหญ่ นั่นคือตลาดมหานาค ที่ตลาดมหานาคเราพบลูกชิดมากมายที่ถูกบรรจุอยู่ในปี๊ป แต่ตัวหนังสือที่ปรากฏบนปี๊ป กลับเขียนว่า"ลูกตาว"!

เมื่อสอบถามถึงที่มา จึงรู้ว่า ลูกชิดในปี๊ป ถูกส่งมาจากจังหวัดในภาคเหนือ คำว่า ลูกตาว จึงเป็นภาษาเหนือ ที่มีความหมายเดียวกับลูกชิด จากที่อยู่บนปี๊บ เราจึงเดินทางมายังโรงงานเชื่อมลูกชิดที่จังหวัดน่าน ที่นั่นมีลูกชิดดิบที่ถูกส่งในโรงงานแห่งนี้มาจากหลายพื้นที่

70% ของลูกชิดที่กินกันทั้งประเทศ ถูกส่งมาจากประเทศลาว โดยมีพ่อค้าชาวไทยรับลูกชิดดิบเป็นกระสอบๆ เพื่อนำมาแปรรูป เป็นลูกชิดเชื่อมในไทย ถึงแม้ลูกชิดในไทยจะมีปริมาณน้อย แต่ส่วนใหญ่ก็เมาจากจังหวัดน่าน เราเลือกเดินทางไปยังถิ่นกำเนิดของลูกชิดที่ อ. ท่าวังผา

การเดินทางเพื่อตามหาถิ่นกำเนิดของลูกชิด ได้เริ่มต้นขึ้น จากถนนหลวง ขึ้นภูเขาลาดชัน ผ่านทางเล็กบนเขา และย่ำเดินเท้าไปในป่าดิบ แห่งบ้านน้ำกิ อ.ท่าวังผา ท่ามกลางความชุ่มชื้นของผืนป่า ที่นั่นคือแหล่งกำเนิดต้นตาว หรือต้นลูกชิดที่คนภาคกลางรู้จักดี

ต้นตาวเป็นพืชดึกดำบรรพ์ตระกูลปาล์ม ลำต้นสูงตระง่าน ใบเป็นแพกว้างให้ความชุ่มเย็น ออกลูกเป็นทลายใหญ่ ในแต่ละผลมีเมล็ดใสๆเรียงชิดกันอยู่ 3 เม็ด ด้วยเหตุนี้กระมัง คนจึงเรียกลูกตาวว่า"ลูกชิด" กว่าต้นตาวจะเติบโตจนออกลูกได้ต้องใช้เวลากว่า 10 ปี และสามารถเก็บเกี่ยวผลได้เพียงไม่กี่ปีเท่านั้น และที่สำคัญ พืชชนิดนี้ ไม่สามารถปลูกได้ จะต้องขึ้นเองตามธรรมชาติ ในป่าดิบชื้นเท่านั้น

การหายไปของป่าดิบชื้นในไทย และการสูญพันธุ์ของสัตว์ป่าหลายชนิดที่กินลูกตาวเป็นอาหาร นั่นคือสาเหตุในการทำลายวงจรชีวิตของต้นตาวไม่สามารถขยายพันธ์ได้ตามธรรมชาติ ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ลูกชิดในไทยไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค จึงต้องนำเข้ามาจากประเทศลาว ซึ่งเป็นประเทศที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยป่าไม้และทรัพยากรธรรมชาติ

ประโยชน์ของลูกชิด หรือต้นตาวสำหรับผืนป่าและมนุษย์จะมีอะไรบ้าง ต้นตาวสำคัญต่อสิ่งแวดล้อมเพียงใด ติดตามเรื่องราวของพืชดึกดำบรรพ์ กับการเดินทางไกลจากป่าดิบเข้าสู่เมือง ได้ใน "ลูกชิด ลูกเล็กในป่าลึก" กบนอกกะลา ศุกร์ที่ 10 กุมภาพันธ์นี้ เวลา 20.30 น. ทางโมเดิร์นไนน์ทีวี

ที่มา http://www.tvburabha.com/new/kobthisweek.asp

เนื้อสับปะรด มีแคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก โซเดียม โพแทสเซียม วิตามินเอ กนีเซียม และวิตามินซี มีเอนไซม์โบรมีเลน (bromelain) ซึ่งช่วยย่อยโปรตีน จึงมีการใส่น้ำสับปะรดในการหมักเนื้อ เพื่อทำให้เนื้อนุ่ม หรือถ้ามีอาการแน่นท้องหลังจากกินอาหารประเภทนี้สัตว์มากๆ ให้ดื่มน้ำสับปะรดหลังอาหารก็ช่วยลดอาการแน่นท้องได้ โบรมีเลนยังช่วยปรับสภาพของเหลวต่างๆ ในร่างกายให้เป็นกลาง และกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนของดับอ่อนให้ทำงานปกติ ข้อควรระวัง น้ำสับปะรดเป็นของต้องห้ามสำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานชนิด hypoglycemia (ผู้ป่วยที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูง) เพราะในสับปะรดมีน้ำตาลสูง โดยเฉพาะน้ำตาลฟรักโทสที่ดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้รวดเร็ว                                                       

 

มันเทศ โดย นายไสว พงษ์เก่า และนายโสภณ สินธุประมา
          มันเทศเป็นพืชที่เป็นเถาเลื้อยราบไปบนพื้นดิน มีรากสะสมอาหารขยายใหญ่เรียกว่าหัว  หัวมันเทศมีคุณประโยชน์มาก  เพราะใช้เป็นอาหารของมนุษย์ได้เป็นอย่างดี  เราใช้มันเทศปรุงอาหารได้ทั้งคาวหวาน  อาหารคาวได้แก่  แกงเลียง  แกงคั่วแกงกะหรี่ และแกงมัสมั่น เป็นต้น อาหารหวานได้แก่ มันเทศต้มน้ำตาล  มันเทศแกงบวด  มันเทศทอด  มันเทศเชื่อม  มันเทศกวน  มันเทศฉาบมันเทศรังนก และมันเทศเผา เป็นต้น หัวมันเทศมีปริมาณคาร์โบไฮเดรตสูง  จึงใช้รับประทานแทนข้าวได้  นอกจากเป็นอาหารของมนุษย์แล้ว มันเทศยังใช้เป็นอาหารสำหรับสัตว์ได้อีกด้วย เช่น เป็นอาหารหมู  อาหารวัว และอาหารแพะ เป็นต้นมันเทศใช้เป็นอาหารสัตว์ได้ทั้งหัว  เถา และใบ ทั้ง\ยังเป็นวัตถุดิบของอุตสาหกรรมได้หลายอย่าง เช่นใช้ทำแป้ง ทำอัลกอฮอล์ ทำเหล้า และทำน้ำส้ม มันเทศเป็นพืชอาหารที่มีความสำคัญอันดับที่ ๕ ของโลกรองจากข้าวสาลี  ข้าวเจ้า  ข้าวโพดและมันฝรั่ง ในประเทศไทยเราแม้จะปลูกมันเทศกันทั่วๆ ไป  แต่ไม่ใคร่เป็นล่ำเป็นสันเท่าใดนักเพราะเรามีข้าวเจ้าเป็นอาหารหลักอยู่แล้ว
          มันเทศนับว่าเป็นพืชที่เหมาะกับดินฟ้าอากาศของประเทศไทยอย่างยิ่ง เพราะสามารถเจริญเติบโตได้ดี  และให้ผลผลิตของหัวค่อนข้างสูง   มันเทศปลูกได้ปีละ ๒ ครั้ง คือ ในฤดูฝนตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคมถึงกลางเดือนมิถุนายน และอีกครั้งหนึ่งหลังฤดูฝน คือ ในราวเดือนกันยายนถึงพฤศจิกายนการปลูกมันเทศก็เริ่มจากการเตรียมดินไถและพรวน ๒-๓ ครั้ง  เสร็จแล้วยกร่องห่างกันประมาณ ๑ เมตรความสูงของร่องประมาณ ๕๐ เซนติเมตร   แล้วตัดเถามันเทศยาวประมาณ ๕๐ เซนติเมตรฝังลงไปบนสันร่อง  ห่างกันประมาณ ๕๐ เซนติเมตร จากนั้นก็พรวนดินและกำจัดวัชพืช ถ้าไม่ได้ปลูกในฤดูฝนก็ต้องคอยรดน้ำ มันเทศจะทอดยอดงอกงาม เมื่อคอยต่อไป ๙๐-๑๕๐ วัน หัวมันเทศก็จะแก่และขุดได้
          ในปี พ.ศ. ๒๕๑๖ ประเทศต่างๆ ทั่วโลกผลิตมันเทศได้รวมกัน ๑๓๓ ล้านตัน  ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนผลิตได้มากที่สุด  คือ ผลิตได้ ๑๑๑ ล้านตัน  บราซิล ๒.๓ ล้านตัน  อินโดนีเซีย ๒.๑ ล้านตัน  ญี่ปุ่น ๒ ล้านตัน  สาธารณรัฐเกาหลี ๑.๖ ล้านตัน  สำหรับประเทศไทยในปีเดียวกันผลิตมันเทศเพียง ๒ แสน ๘

แครอท อยู่ในวงศ์ Apiaceae (Umbelliferae)มีถิ่นกำเนิด อยู่แถบเอเชียกลาง จนถึงทางตะวันออก ต่อมาได้เผยแพร่เข้าไปใน ยุโรป และประเทศจีน แครอทเป็นพืชสองฤดู โดยฤดูแรกเจริญทางต้น ใบ และราก  ฤดูที่สองจะเจริญทางดอก และเมล็ด ลักษณะลำต้นเป็นแผ่นใบ จะเจริญจากลำต้น เป็นกลุ่มมีก้านใบยาว  ประกอบด้วย เปลือกบาง(Periderm) และส่วนของเนื้อ(Cortex) ซึ่งประกอบด้วยท่ออาหาร และเป็นแหล่งเก็บ อาหารสำรอง ส่วนใหญ่อยู่ในรูป ของน้ำตาลเป็นส่วนประกอบ 45-65% ของหัว เนือสีขาว เหลือง ส้ม แดง ม่วงและดำ ส่วนของแกน(inner core) ประกอบด้วย ท่อน้ำ(xylem) และแกน(pith) แครอท สายพันธุ์ที่มีคุณภาพสูง จะมีแกนขนาดเล็ก และมีสีเดียว กับเนื้อหรือมีส่วนของเนื้อ มากกว่าส่วนของแกน การปลูกฤดูที่สองเพื่อผลผลิตเมล็ดพันธุ์ลำต้นจะยืดตัว สร้างก้านดอกยาว 2-4 ฟุต บนยอดมีช่อดอก ซึ่งช่อแรกจะเจริญ จากส่วนกลางของลำต้น ต่อจากนั้นช่ออื่นๆ จะเจริญตาม การผสมเกสรจะเป็น แบบผสมข้าม ส่วนใหญ่ แมลงเป็นตัวช่วยผสมเกสร

สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม

แครอทเจริญได้ดีในเขตหนาว โดยทั่วไปอุณหภูมิ ที่เหมาะสมสำหรับการเจริญเติบโต อยู่ระหว่าง 25-28′C หากอุณหภูมิสูงกว่า 28′C จะทำให้การเจริญทางใบลดลง สำหรับอุณหภูมิ ที่เหมาะสมต่อการเจริญของหัวอยู่ระหว่าง 18-21′C หากมีความแตกต่างของอุณหภูมิ ระหว่างผิวดิน

และระดับดินที่ลึกลงไป 10-15 เซนติเมตรมาก จะทำให้รูปทรงของหัว ไม่สม่ำเสมอ แครอทเป็นพืชที่ต้องการแสงมาก โดยเฉลี่ยวประมาณ 9-14 ชั่วโมง/วัน
แครอทเจริญได้ดีในดินละเอียด และร่วนซุย หน้าดินลึก มีอินทรีย์วัตถุสูง ระบายน้ำได้ดี ความเป็นกรด-ด่าง ของดิน 6.5-7.5 การปลูกในดินเหนียว หรือโครงสร้างดินแข็งจะทำให้หัวแตก มีรูปทรงผิดปกติ หาแปลง ปลูกมีความชื้นสูง หัวจะมี่แผลสีดำ

การใช้ประโยชน์และคุณค่าทางอาหาร

แครอท เป็นพืชที่อุดมไปด้วยสาร Beta carotene โดยเฉพาะบริเวณส่วนของเปลือกแก่ ซึ่งสามารถเปลี่ยน เป็นวิตามินเอสูง (11,000 IU) นอกจากนี้ยังมีวิตามินบี 1 บี 2 และวิตามินบี วิตามินเอ ช่วยทำให้ร่างกาย มีภูมิต้านทานโรคหวัด ป้องกันมะเร็ง ป้องกันอาการผิดปกติ ในกระดูก โรคผิวหนัง และรักษาสายตา
แครอท นิยมรับประทานสด ในสลัด หรือนำมาประกอบอาหารชนิดอื่นๆ เช่น ผัด ต้มซุป ใส่แกงจืด ใช้ทำส้มตำแบบมะละกอ คั้นสดรับประทาน เป็นน้ำเพื่อสุขภาพ และช่วยเพิ่มสีสรรในจานอาหาร

นมสด เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่า นมเป็นอาหารที่มีประโยชน์ช่วยให้เด็กเจริญเติบโต รัฐบาลไทยก็มีนโยบายส่งเสริมให้เด็กนักเรียนได้ดื่มนมเพื่อสุขภาพที่ดี ประเทศต่างๆ ที่เด็กมีการเจริญเติบโตดี เช่น สหรัฐอเมริกา ประเทศต่างๆ บางประเทศในยุโรป โดยเฉลี่ยจะมีการดื่มนมเป็นปริมาณที่มาก เมื่อเปรียบเทียบกับคนไทย สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนคือ เด็กญี่ปุ่นที่เกิดหลังสงครามจะมีการเจริญเติบโตดีทัดเทียมกับคนตะวันตก เหตุผลอันหนึ่งคือ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการรับประทานอาหารโดยเพิ่มปริมาณโปรตีนจากอาหารประเภท เนื้อสัตว์ นม และปลา (ซึ่งเป็นอาหารที่มีโปรตีนชนิดสมบูรณ์) ส่วนปริมาณข้าวที่รับประทานจะลดลง

สำหรับนมสด จะมีสารอาหารต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน เกลือแร่ วิตามิน และน้ำ ปริมาณสารอาหารบางชนิดจะมีมาก ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายได้รับสารอาหารชนิดนั้นในปริมาณที่เพียงพอตามที่ร่างกายต้องการหากดื่มเป็นประจำ
นมสด มีไขมันประมาณร้อยละ 3.7 คาร์โบไฮเดรตประมาณร้อยละ 4.6 โปรตีนประมาณร้อยละ 3.5 และพลังงานประมาณ 6.5 กิโลแคลอรีต่อนม 100 กรัม หากดื่มนมวันละ 1 แก้ว หรือ 1 กล่อง ประมาณ 240 ซีซี จะได้พลังงานประมาณ 156 กิโลแคลอรี โปรตีนประมาณ 8.4 กรัม ไขมันประมาณ 8.9 กรัม นอกเหนือจากสารอาหารดังกล่าว นมสดยังมีแคลเซียมและฟอสฟอรัสในปริมาณที่ค่อนข้างสูง ซึ่งทั้งแคลเซียม และฟอสฟอรัสเป็นเกลือแร่ที่มีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของกระดูก และฟัน โดยเฉพาะในเด็กหากได้ดื่มนมวันละ 1-2 กล่อง (ประมาณ 240-480 ซีซี) จะช่วยให้ร่างกายโดยเฉพาะด้านความสูงจะดีกว่าคนที่ไม่ได้ดื่มนม
อย่างไรก็ตามการดื่มนมอย่างเดียวมากๆ อาจไม่มีผลต่อความสูงเท่าใด หากมิใด้มีการออกกำลังกายที่จะช่วยพัฒนาความสูงควบคู่กันไปด้วย
ต้องการให้เด็ก (ยกเว้นทารกซึ่งควรดื่มน้ำนมแม่) เติบโตแข็งแรง อย่าลืมดื่มนมสดทุกวัน

http://www.itmstrade.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=5383334&Ntype=31